การ “นอน” เป็นกิจกรรมสำคัญที่มนุษย์ขาดไม่ได้ แม้ว่ายามเข้าสู่ห้วงนิทราร่างกายของเราจะหยุดนิ่งทิ้งไว้เพียงลมหายใจสม่ำเสมอ แต่กระบวนการเงียบๆ ที่เกิดขึ้นภายในร่างกายต่างหากที่สำคัญกับการดำรงชีวิต ทั้งกระบวนการซ่อมแซมร่างกาย ระบบฮอร์โมนต่างๆ ตลอดจนการจัดระเบียบเรื่องต่างๆ ในสมอง

ทำให้เมื่อเราได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ เราจึงตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่นนั่นเอง ในทางตรงข้ามหากนอนไม่พอ เราจะรู้สึกมึนงงอ่อนเพลีย แล้วถ้าเราไม่ได้นอนเลยล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น? คุณเองก็อยากรู้ใช่ไหม และนี่คือบันทึกสุดโหด การทดลอง “อดนอน” ของรัสเซีย

เปิดบันทึกลับ “การทดลองอดนอน” สุดโหดของรัสเซียเมื่อปี 1940 เรื่องจริงที่คุณไม่อยากสัมผัส!!

 

จุดเริ่มต้นการทดลอง

ย้อนกลับในช่วงปลายของยุค 1940 รัสเซียได้ทำการทดลองที่เรียกว่า Sleep Experiment หรือ “การทดลองอดนอน” ขึ้นมา กองทัพจับมือกับกลุ่มนักวิจัยผู้ต่างกระหายใคร่รู้ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับมนุษย์หากไม่ได้นอนเลย ไม่ใช่เพียงแค่คืนสองคืนติดต่อกัน แต่เป็นการอดนอนให้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะทำได้
เหยื่อผู้เข้าร่วมการทดลองในครั้งนี้มี 5 รายด้วยกัน ทั้งหมดเป็นนักโทษการเมืองจากช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทุกคนล้วนเต็มใจและยินดีที่จะมาเป็นหนูทดลอง ด้วยเชื่อในคำชักชวนที่ว่า หากอดนอนได้ครบ 30 วันแล้วพวกเขาก็จะได้รับอิสระ
คนเหล่านี้ถูกนำตัวไปไว้ในห้องทดลองที่ปิดมิดชิด มีอาหารทิ้งไว้ให้จำนวนมากพอที่จะอยู่กินได้ทั้งเดือน มีหนังสือกองโต มีห้องน้ำ มีส่วนที่นั่งพักเล็ก ๆ ที่ไร้ซึ่งเตียงนอน นอกจากนี้ยังมีตัวตรวจวัดการใช้ออกซิเจนภายในห้อง และท่อปล่อยแก๊สที่มีฤทธิ์กระตุ้นให้คนที่หายใจเอามันเข้าไปตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา..

 

เปิดบันทึกลับ “การทดลองอดนอน” สุดโหดของรัสเซียเมื่อปี 1940 เรื่องจริงที่คุณไม่อยากสัมผัส!!

 

เปิดบันทึกลับ “การทดลองอดนอน” สุดโหดของรัสเซียเมื่อปี 1940 เรื่องจริงที่คุณไม่อยากสัมผัส!!

 

เปิดบันทึกลับ “การทดลองอดนอน” สุดโหดของรัสเซียเมื่อปี 1940 เรื่องจริงที่คุณไม่อยากสัมผัส!!

 

 

5 วันแรก

ทุกอย่างยังราบรื่นดี ต่างคนยังพูดคุยกันเหมือนคนปกติ แต่ช่วงวันหลังๆ พวกเขาก็เริ่มคุยกันเรื่องความเจ็บปวดที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
วันที่ 6 เป็นต้นไป
ทั้งหมดเริ่มออกอาการหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด ต่างคนต่างเลิกพูดคุยกัน แล้วหันหน้าพูดงึมงัมคนเดียวใส่ไมโครโฟน นักวิจัยคิดว่าสิ่งเหล่านี้อาจเป็นผลข้างเคียงจากแก๊สที่ผสมไปในอากาศ
วันที่ 9
ผู้ทดลองหนึ่งในห้าจู่ๆ ก็กรีดร้องออกมา เขาเดินเหมือนหนูติดจั่นสลับตะเบ็งเสียงกรีดร้องสุดแรงปอดอยู่กว่า 3 ชั่วโมง จนสุดท้ายแม้จะอ้าปากแล้วแต่ก็ไร้เสียงใดๆ เล็ดลอดออกมา คาดว่าอาจจะคอแตกเส้นเสียงขาดไปแล้ว
ทว่าที่น่าแปลกคืออีก 4 คนที่เหลือไม่ได้มีทีท่าแยแสกับสิ่งที่เพื่อนร่วมห้องของตนเป็นเลยแม้แต่น้อย ยังหันหลังให้แก่กันแล้วเอาแต่ทำเสียงงึมงัมใส่ไมค์ แล้วจู่ๆ ผู้ทดลองอีกรายก็หวีดร้องขึ้นมาอีก
แล้วยังมีอีกสองคนหันไปฉีกหน้าสมุดออกจากหนังสืออย่างเอาเป็นเอาตาย นำหน้ากระดาษนั้นละเลงกับอุจจาระของตัวเอง แล้วปะไปบนรูกระจกถ้ำมองในห้องจนหมด จนเมื่อปิดช่องแอบดูได้สนิท เสียงหวีดร้องก็เงียบลง เช่นเดียวกับเสียงงึมงัมใส่ไมค์ก็หายไปด้วยเช่นกัน
วันที่ 12
ไร้ซึ่งเสียงหวีดร้องหรือเสียงงึมงัมใดๆ อีกตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นักวิจัยคอยเช็กไมค์ทุกๆ ชั่วโมง เพื่อให้แน่ใจว่ามันยังไม่เสีย ไม่น่าจะเป็นไปได้ที่จะไม่ได้ยินเสียงอะไรดังมาจากในห้องเลย ทั้งๆ ที่คนข้างในน่าจะยังมีชีวิตอยู่ เพราะปริมาณออกซิเจนที่พร่องไปบ่งว่ายังมีการหายใจเอามันไปใช้ แถมมันยังพร่องลงไปในปริมาณมากเท่าๆ กับที่คนออกกำลังกายใช้หายใจเลยด้วยซ้ำ

 

 

เปิดบันทึกลับ “การทดลองอดนอน” สุดโหดของรัสเซียเมื่อปี 1940 เรื่องจริงที่คุณไม่อยากสัมผัส!!

 

วันที่ 14

ในที่สุดเหล่านักวิจัยก็ตัดสินใจว่าจะต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว ความกังวลว่าพวกที่อยู่ข้างในอาจตายหรือกลายเป็นสมองพิการนอนแน่นิ่งหายใจทิ้งไปเฉย ๆ มีมากขึ้น พวกเขาได้ส่งเสียงประกาศผ่านไมค์เข้าไปด้านใน
“เราจะเปิดห้องเพื่อตรวจเช็กไมโครโฟน ถอยห่างจากประตูแล้วหมอบลงซะ ไม่งั้นเรายิงแน่ ถ้าเชื่อฟังเราจะปล่อยพวกคุณหนึ่งคนให้เป็นอิสระ”
ทว่าปฏิกิริยาตอบรับกลับเป็นเสียงนิ่งๆ เสียงหนึ่งตอบกลับมาว่า “เราไม่ต้องการอิสระอีกแล้ว”
ด้วยความตะลึงงันกับสิ่งที่ได้ยิน เหล่านักวิจัยหารือกันว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไปดี สุดท้ายก็ยังไม่ได้เปิดห้องทดลองออกดูในวันนี้ แต่รอไปจนอีกวันรุ่งขึ้น

 

เปิดบันทึกลับ “การทดลองอดนอน” สุดโหดของรัสเซียเมื่อปี 1940 เรื่องจริงที่คุณไม่อยากสัมผัส!!

 

 

เปิดบันทึกลับ “การทดลองอดนอน” สุดโหดของรัสเซียเมื่อปี 1940 เรื่องจริงที่คุณไม่อยากสัมผัส!!

 

วันที่ 15

ในที่สุดนักวิจัยก็ตัดสินใจเปิดห้องทดลองออก หลังการทดลองอดนอนล่วงไปแล้วครึ่งเดือนเต็มๆ ตัวปล่อยแก๊สกระตุ้นถูกปิด ประตูเปิดอ้าออกพร้อมๆ กับอากาศภายนอกที่ไหลเวียนเข้าไป
ทันใดนั้นเสียงจากไมโครโฟนก็กลับดังขึ้นมาใหม่ทันที เป็นเสียงผู้ถูกทดลอง 3 คน ร้องขออ้อนวอนอย่างเสียสติขอให้เปิดแก๊สกระตุ้นเดี๋ยวนี้ เมื่อเจ้าหน้าที่ทหารเดินเข้าไปในห้อง เสียงกรีดร้องโหยหวนดังชัดเจนกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา และสิ่งที่ประจักษ์แก่สายตาคนนอกที่ได้ย่างกรายเข้าไปในห้องอดนอนคือ..
ผู้ทดลองยังคงรอดอยู่ทุกราย แต่สภาพที่เห็นนั้นเรียกได้ว่าช่างห่างไกลกับการที่จะพูดว่าคนเหล่านี้ “ยังมีชีวิตอยู่” กองอาหารไม่พร่องลงไปนักนับจากวันที่ 5 ของการทดลอง
สภาพร่างกายแต่ละรายดูแทบไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป ทั้งผิวหนังและเนื้อขาดแหว่งวิ่นไปทั่วร่าง หน้าท้องฉีกขาด เครื่องในถูกล้วงออกมากองกับพื้น สภาพเหมือนเพิ่งหลุดออกมาจากตัวใหม่ๆ ลำไส้ยังขยักขย่อนทำงาน ย่อยสิ่งที่อยู่ข้างในซึ่งพบภายหลังว่าเป็นเนื้อของเจ้าตัว เหลือแต่เพียงปอด หัวใจ และกระบังลมที่อยู่ในช่องอก บางส่วนกองตันอยู่ที่ทางระบายน้ำ จนน้ำผสมเลือดข้นคลั่กขังเป็นแอ่ง แผลฉกรรจ์เหล่านี้ดูคล้ายจะเกิดขึ้นจากน้ำมือของเจ้าตัวเอง ดูจากเนื้อหนังหุ้มปลายนิ้วที่แหว่งหายจนกระดูกโผล่ แสดงถึงการใช้มือขุดล้วงชำแหละตัวเอง
เจ้าหน้าที่ทหารพยายามเข้าประชิดเพื่อนำตัวออกมาจากห้อง แต่แล้วจู่ๆ ร่างที่ไม่ต่างจากศพก็เกิดคลุ้มคลั่งอาละวาดยกใหญ่ ร้องขอแก๊สกระตุ้นกลับมา และจู่โจมทหารที่เข้ามาจับตายไปสองรายด้วยมือเปล่า..
จุดจบของผู้อดนอน
หลังถูกนำตัวออกมาจากห้องได้อย่างทุลักทุเล ทั้ง 5 ยังคงร้องโหยหวนขอกลับไปดมแก๊สกระตุ้นดังเดิม ส่วนแพทย์ได้พยายามผ่าตัดรักษาบาดแผลที่สาหัสสากรรจ์ นำเครื่องในใส่กลับเข้าไปในร่าง ทว่าสิ่งที่ได้พบคือร่างกายแต่ละคนต้านยาสลบได้อย่างน่าประหลาด จนต้องอัดยาในปริมาณที่สูงกว่าคนทั่วไปหลายเท่าจึงพอทำให้สงบลงบ้าง
แต่กระนั้นก็ยังมีรายที่อาละวาดบนเตียงผ่าตัดจนทำร้ายหมอบาดเจ็บถึงขั้นกระดูกหัก ในที่สุด 2 ใน 5 ของเหยื่อผู้ทดลองเสียชีวิตจากพิษบาดแผลของตัวเอง อีก 3 รายที่เหลือดิ้นรนอ้อนวอนที่จะไม่ถูกทำให้สลบระหว่างการผ่าตัด ยินดีให้หมอลงมีดลงเข็มได้สดๆ ไม่ต้องอาศัยยาบรรเทาความเจ็บปวดใดๆ แต่ระหว่างนี้มีรายหนึ่งเสียชีวิตไประหว่างผ่าตัด หลังอาละวาดหนักทั้งที่ถูกมัดอยู่บนเตียงจนทำตัวเองกระดูกหักไป 9 ซี่
รายที่ 4 ซึ่งเป็นคนที่กรีดร้องโหยหวนในห้องขัง แพทย์พบว่าเส้นเสียงถูกทำลายอย่างสาหัสจึงไม่สามารถส่งเสียงใด ๆ ได้อีก แต่กระนั้นก็ยังแสยะยิ้มอย่างยินดีทุกครั้งที่หมอลงมีดผ่าบนร่างกาย ทั้งยังแสดงอาการไม่พอใจเมื่อการผ่าตัดเสร็จสิ้นลง ส่งสัญญาณบอกว่าให้ “ผ่าต่อไปเรื่อย ๆ”
ส่วนรายสุดท้ายที่รับการผ่าตัดสด ก็ไม่วายอ้อนวอนร้องขอแก๊สกระตุ้นอยู่ตลอดเวลา เมื่อถูกถามว่าทำไมจึงอยากได้มันนัก คำตอบเดียวที่ได้รับกลับมาคือ เขาต้องการตื่นอยู่ตลอดเวลา โดยไม่ได้บอกว่าทำไมจึงไม่อยากเข้าสู่ห้วงนิทรา

การทดลองที่เลยเถิดมาไกลจนถึงจุดนี้สร้างความสลดหดหู่ให้แก่นักวิจัยทุกคน ต่างคนเห็นพ้องว่าควรจะหยุดการทดลองคลั่งลงได้แล้ว ทว่าความกระหายใคร่รู้อย่างไร้ขีดจำกัดของกองทัพรัสเซีย ออกคำสั่งให้เดินหน้าการทดลองต่อไป ต้องส่งตัวผู้รอดที่ยังเหลืออยู่ 2 คนนี้กลับเข้าไปในห้องทดลองอีกครั้ง ท่ามกลางความยินดีของผู้รอดทั้งคู่ที่จะได้กับไปสูดแก๊สกระตุ้นดังเดิม

การทดลองบทใหม่..ที่ไม่ทันได้ข้อสรุป
ในระหว่างเตรียมนำตัวส่งห้องทดลองอีกรอบก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น เมื่อผู้รอดตายรายหนึ่งยังไม่ทันได้ดมแก๊สกระตุ้น เกิดหงอยหลับและเสียชีวิตไปในสภาพนั้น ทั้งๆ ที่เมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้ายังดูตื่นตัวดีอยู่แท้ๆ
การจากไปของเพื่อนร่วมชะตากรรมทำให้ผู้ทดลองเพียงหนึ่งเดียวที่เหลือรอดคลุ้มคลั่งขึ้นมาทันที พุ่งเข้าแย่งปืนจากเจ้าหน้าที่พร้อมยิงแสกหน้านักวิจัยตายไป 2 คน ก่อนออกคำสั่งให้เปิดแก๊สกระตุ้นและนำเขาเข้าห้องทดลองเดี๋ยวนี้ แต่ก็ไม่พ้นถูกเจ้าหน้ายิงตายในที่สุด

ที่มา : chakeaw.com

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here